มติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง (20 มกราคม 2552)
                จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข ดังนี้
       ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. ....
       แนวทางการจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
       ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2552
      มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
       มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
       ผลการหารือการยกเว้นค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
       สรุปผลการดำเนินงานตามแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 กระทรวงคมนาคม
       แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
       แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ


ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. ....
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว พร้อมเอกสารงบประมาณรายจ่าย ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และให้นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นเรื่องด่วนต่อไป
                สำนักงบประมาณได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552 เรียบร้อยแล้ว สรุปได้ดังนี้
                1. การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณ
                เพื่อให้รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เป็นไปตามความเห็นของคณะรัฐมนตรี และมีความถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายและฐานข้อมูลของส่วนราชการตามโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สำนักงบประมาณได้พิจารณาปรับปรุงรายละเอียด โดยมีสาระสำคัญปรากฏตามตารางดังนี้

ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่ได้มีการปรับปรุง
กดที่นี่เพื่อดูรายละเอียดตาราง

                2. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... และเอกสารประกอบงบประมาณ
                สำนักงบประมาณได้ดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ดังนี้
                     2.1 ส่งร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... (เบื้องต้น) ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงบประมาณทราบแล้ว ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุด ที่ นร 0901/0031 ลงวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาปรับปรุงถ้อยคำตามนัยข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และดำเนินการจัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... แล้ว
                     2.2 ปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมตามนัยข้อ 1 และ จัดพิมพ์เอกสารประกอบงบประมาณด้วยแล้ว
                สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พ.ศ. .... ของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ได้กำหนดการประชุมเพื่อพิจารณาในวันพุธที่ 28 มกราคม 2552

แนวทางการจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน
                คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เสนอ ดังนี้
                1. เห็นชอบกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยดำเนินการในรูปของ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” (ศพช.)
                2. รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 18/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ลงวันที่ 20 มกราคม 2552 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธานกรรมการ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายกนก วงษ์ตระหง่าน) และนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 21 คน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดขอบเขต รูปแบบการบริหารจัดการ และแนวทางการดำเนินงานโครงการ ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าที่จะพึงได้รับเป็นที่ตั้ง รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ
                3. เห็นชอบการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน เรียกย่อว่า “สพช.” ขึ้น ภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2552
                คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบเรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2552 ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเสนอทั้ง 7 ข้อ ดังนี้
                1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ รศก. ครั้งที่ 2/2552
                2. เห็นชอบกรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรตามมติคณะกรรมการ รศก. รวมวงเงิน 13,580.75 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินกู้ 12,625 ล้านบาท เงินจ่ายขาด 955.75 ล้านบาท สำหรับสินค้า 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามข้อผูกพันที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนหน้าได้มีมติอนุมัติไว้เดิม ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ในเวลานี้และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำบทเรียนจากการดำเนินการโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรในอดีตมาพิจารณาทบทวนเพื่อหาแนวทางอื่นที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอย่างเข้มงวด หากพบกรณีทุจริตต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
                3. เห็นชอบให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกประเทศเป็นเวลา 3 เดือน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณพิจารณาจัดหางบประมาณชดเชยให้รวมทั้งการนำรายได้ส่งรัฐและให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำรายละเอียดและวงเงินคำของบประมาณชดเชยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในวันที่ 20 มกราคม 2552 ต่อไป
                4. เพื่อเป็นการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศ เห็นควรให้ส่วนราชการพิจารณาปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในประเทศให้มากขึ้นแทนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไตรมาส 1 และ 2 ทั้งนี้ ให้ยกเว้นในกรณีที่มีข้อตกลงหรือพันธกรณีกับองค์กรหรือหน่วยงานในต่างประเทศหรือได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการก่อนหน้าที่จะมีมติครั้งนี้
                5. เห็นชอบให้นำเสนอเรื่อง การขออนุมัติโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามมติคณะกรรมการ รศก.
                6. เห็นชอบหลักการการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ตามมติคณะกรรมการ รศก.
                7. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นและประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการ รศก. ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป
                ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีความเห็น โดย
                1. ให้ตัดข้อความในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ด่วนที่สุด ที่ นร 1115/0174 ลงวันที่ 16 มกราคม 2552 ในข้อ 3.1.1 ออกทั้งหมด
                2. กรอบวงเงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรตามมติคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ได้รับความเห็นชอบ วงเงินรวม 13,580.75 ล้านบาท นั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการ เพื่อเสนอคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร พิจารณาตามขั้นตอนก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
                3. ในประเด็นการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ “ให้ส่วนราชการพิจารณาปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในประเทศให้มากขึ้นแทนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไตรมาส 1 และ 2 ทั้งนี้ ให้ยกเว้นในกรณีที่มีข้อตกลงหรือพันธกรณีกับองค์กรหรือหน่วยงานในต่างประเทศหรือได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการก่อนหน้าที่จะมีมติครั้งนี้ (20 มกราคม 2552)” นั้น ให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดการปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และดูงานในต่างประเทศดังกล่าวข้างต้นใน แต่ละไตรมาส และนำเสนอคณะรัฐมนตรีโดยด่วน

มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
                1. เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 หรือภายหลังวันที่มาตรการเดิมสิ้นสุด
                2. เห็นชอบกรอบวงเงินที่ใช้สนับสนุนมาตรการที่กระทรวงการคลังเสนอ จำนวน 13,901 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นไปพลางก่อน จนกว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จะมีผลใช้บังคับ
                3. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ขอเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นรายเดือนผ่านกระทรวงเจ้าสังกัด โดยให้กระทรวงเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณาแนวทางและวิธีการตรวจสอบ รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ
                4. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการจัดเก็บข้อมูลการให้บริการการเบิกจ่ายงบประมาณ และผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานต่อกระทรวงการคลังเป็นรายเดือน โดยให้นำส่งภายใน 10 วันนับจากวันสิ้นเดือน ทั้งนี้ เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถติดตามผลการดำเนินการและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าวได้
                กระทรวงการคลังรายงานว่า
                1. มาตรการของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพที่ผ่านมา (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551) มี 4 มาตรการที่เป็นมาตรการที่เกี่ยวกับการเดินทางและบริการด้านสาธารณูปโภค ประกอบด้วย มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทาง รถโดยสารประจำทาง และมาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ซึ่งดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน
                     1.1 ผลการดำเนินการตั้งแต่เริ่มมาตรการสรุปได้ ดังนี้
                           1.1.1 มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน ดำเนินการผ่านการประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และ อปท. (สำหรับ อปท.เฉพาะบางกลุ่มเริ่มต้นมาตรการวันที่ 1 ตุลาคม 2551) มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จำนวนประมาณ 4 ล้านราย
                           1.1.2 มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน ดำเนินการผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จำนวนประมาณ 11 ล้านราย
                           1.1.3 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง ดำเนินการผ่านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จำนวนประมาณ 400,000 คนต่อวัน
                           1.1.4 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ดำเนินการผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จำนวนประมาณ 3.2 ล้านคนต่อเดือน
                     1.2 การขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
                     การดำเนินมาตรการเดิมรัฐบาลได้กำหนดวงเงินเพื่อดำเนินมาตรการจำนวน 18,428 ล้านบาท ในช่วงการดำเนินมาตรการที่ผ่านมาถึง ณ วันที่ 11 มกราคม 2552 สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณชดเชยให้กับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินมาตรการดังกล่าวแล้วจำนวน 8,702 ล้านบาท
                2. จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2552 และกระทรวงการคลังได้ศึกษาผลกระทบของการใช้มาตรการตามข้อ 1 แล้วเห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากได้รับประโยชน์ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไปภายใต้หลักการเดิมจนสิ้นสุดโครงการและเพื่อให้มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงขอปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยขยายให้ครอบคลุมประชาชนในพื้นที่ส่วนภูมิภาค มากขึ้นภายหลังจากมาตรการเดิมสิ้นสุดและให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่ของแต่ละมาตรการเป็นระยะเวลา 6 เดือน มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
                     2.1 หลักการและเหตุผล
                     ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น และเพื่อให้มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและประสบปัญหาภาระ ค่าครองชีพอย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีการใช้บริการสาธารณูปโภคอย่างประหยัดและคุ้มค่า ตลอดจนเป็นภาระต่อภาครัฐให้น้อยที่สุด จึงเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือภาระค่าครองชีพของประชาชนภายหลังจากมาตรการเดิมสิ้นสุดและให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่ของแต่ละมาตรการเป็นระยะเวลา 6 เดือน
                     2.2 สาระสำคัญของมาตรการที่ปรับปรุง
                           2.2.1 มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน

หลักการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ผลกระทบเชิงตัวเงิน

รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำสำหรับ ผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยและ ผู้เช่าที่อยู่อาศัย ที่มีปริมาณการใช้น้ำระหว่าง 0 ถึง 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งเป็นปริมาณการใช ้ที่ตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของ กลุ่มประชาชนผู้ใช้น้ำที่ รับบริการจาก กปน. กปภ. และ อปท.(ระบบประปาเทศพาณิชย์ ระบบประปาหมู่บ้าน และระบบประปาที่ดำเนินการในลักษณะพาณิชย์) ครอบคลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งประเทศศประมาณ 8.27 ล้านราย แบ่งเป็น ผู้ใช้น้ำที่อยู่ในเขตนครหลวง ประมาณ 1.02 ล้านราย และเขตภูมิภาค ประมาณ 7.25 ล้านราย (ในพื้นที่ของ กปภ. ประมาณ 1.95 ล้านราย พื้นที่ อปท.ที่ดำเนินการระบบประปาเทศพาณิชย์ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ประมาณ 0.7 ล้านราย และขยายให้ครอบคลุมพื้นที่ของ อปท.ในชนบททั้งประเทศ อีกประมาณ 4.60 ล้านราย) จะสามารถช่วยประชาชนให้ประหยัด ค่าใช้จ่ายน้ำประปา เฉลี่ยประมาณ 197 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ในเขตนครหลวง (รวมเป็นเงินประมาณ 200 ล้านบาทต่อเดือน) และประมาณ 107 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ในเขตภูมิภาค (รวมเป็นเงิน ประมาณ 773 ล้านบาทต่อเดือน)  
รวมทั้งสิ้น
5,840 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือน

                           2.2.2 มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน

หลักการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ผลกระทบเชิงตัวเงิน

รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ประมาณ 8.81 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตนครหลวง ประมาณ 0.75 ล้านราย และเขตภูมิภาคประมาณ 8.06 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านพักอาศัย ประมาณ 8.59 ล้านราย และประเภทหอพัก และอพาร์ทเมนต์ ประมาณ 0.22 ล้านราย จะสามารถช่วยประชาชนให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อครัวเรือน ประมาณ 170.45 บาทต่อเดือน ในเขตนครหลวง (รวมเป็นเงินประมาณ 120 ล้านบาทต่อเดือน) และประมาณ 136.66 บาทต่อเดือน ในเขตภูมิภาค (รวมเป็นเงินประมาณ 1,008 ล้านบาทต่อเดือน)
รวมทั้งสิ้น 6,811 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือน

                           2.2.3 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง

หลักการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ผลกระทบเชิงตัวเงิน

รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่าย ค่าโดยสารรถประจำทางของ ขสมก. ประเภทรถโดยสารธรรมดาที่ให้บริการ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 800 คันใน 73 เส้นทาง ครอบคลุมผู้โดยสารรถโดยสารธรรมดาที่ให้บริการ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 410,000 คนต่อวัน จะช่วยประชาชนผู้มีรายได้น้อย ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลประมาณ 108.33 ล้านบาทต่อเดือน
รวมทั้งสิ้น 650 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือน

                           2.2.4 มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3

หลักการ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ผลกระทบเชิงตัวเงิน

รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่าย ค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม จำนวน 164 ขบวน และรถไฟชั้น 3 เชิงพาณิชย์ จำนวน 8 ขบวน ครอบคลุมผู้โดยสารรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม จำนวน 164 ขบวน และรถไฟชั้น 3 เชิงพาณิชย์ จำนวน 8 ขบวน ซึ่งพิจารณาจากจำนวนตั๋วโดยสาร ประมาณ 4 ล้านเที่ยวต่อเดือน จะช่วยประชาชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน
รวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือน


มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
                1. เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวม 4 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
                     1.1 มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน
                           1.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท
                           ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประชาชนที่มีเงินได้ประเภทอื่น ๆ นอกจากเงินเดือน ตั้งแต่ 60,000 บาท ขึ้นไป จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณภาษี ในอัตราร้อยละ 0.5 ซึ่งเท่ากับมีภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 300 บาท ขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่แล้ว จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย
                           ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ จึงเห็นควรขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ตามมาตรา 48 (2) จากที่ปัจจุบันกฎหมายกำหนดไว้ ให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 60,000 บาท ขึ้นไป เป็นให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกินกว่า 1,000,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งเท่ากับเป็นการขยายวงเงินภาษีขั้นต่ำที่ต้องชำระจาก 300 บาท ต่อปี เป็นที่เกินกว่า 5,000 บาท ต่อปี อนึ่ง หากคำนวณภาษีแล้วมีจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระไม่เกิน 5,000 บาท ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1)
                           1.1.2 การเพิ่มเพดานวงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน จาก 1,200,000 บาท เป็น 1,800,000 บาท
                           รัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐานของสังคมชนบท โดยได้กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนที่มีเงินได้ไม่เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี แต่หากวิสาหกิจชุมชนใดมีการเจริญเติบโต โดยมีรายได้เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี วิสาหกิจชุมชนนั้นจะต้องเสียภาษีจากเงินได้ทั้งจำนวน
                           อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 58,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อเป็นรองรับวิสาหกิจชุมชนที่จะจัดตั้งเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ของวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับในปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2553
                           1.1.3 การสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital : VC)
                           ธุรกิจเงินร่วมลงทุนถือเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ปลอดดอกเบี้ยของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากขึ้น และเพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธุรกิจเงินร่วมลงทุน ในประเด็นดังนี้
                                   (1) ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลร่วมลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554
                                    (2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้ได้รับการเว้นภาษีในประเด็นดังนี้
                                        (2.1) ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนในปีแรก ที่กำหนดให้ธุรกิจเงินร่วมลงทุนต้องนำเงินไปลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนการลงทุนในปีที่ 2,3 และ 4 นั้น ยังคงกำหนดเท่าเดิม กล่าวคือ ลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40,60 และ 80 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ตามลำดับ
                                         (2.2) ผ่อนปรนให้ ยังคงมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผลประโยชน์จากการโอนหุ้นของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้รับ เฉพาะกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนเข้าไปลงทุนมีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดิน เกิน 200 ล้านบาท หรือมีการจ้างแรงงานเกิน 200 คน ทั้งนี้ อันเนื่องมาจากการที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนสามารถนำวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้
                     1.2. มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
                     ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยมีการชะลอตัวลง เนื่องจากถูกกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลต่อกระทบในวงกว้างต่อประชาชนจำนวนมาก ทั้งที่เป็นผู้ซื้อบ้าน ผู้ประกอบการค้าอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง แรงงานก่อสร้าง รวมถึงผู้ประกอบการขนส่ง
                     ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในภาวะซบเซาให้มีการขยายตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่อเนื่อง จึงเห็นควรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้แก่ผู้ที่จ่ายเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน โดยกรณีโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในปี พ.ศ. 2552 ให้ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมิน เป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้ มาตรการตามเสนอเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากที่ให้หักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้านเป็นจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท ต่อปี
                     1.3 มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นธุรกิจการท่องเที่ยว
                     ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ เช่น กิจการ โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง บริษัททัวร์ ต้องหยุดหรือเลิกกิจการไป รวมทั้งต้องเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก
                     ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการช่วยเสริมในเรื่องที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้ส่วนราชการเร่งรัดการจัดการอบรมสัมมนาในประเทศจึงเห็นควรให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดโครงการอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถภายในประเทศ แทนการไปจัดอบรมสัมมนาในต่างประเทศ สามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษี สำหรับรายจ่ายค่าห้องพัก และค่าห้องสัมมนา ภายในประเทศ ได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของที่จ่ายจริง ทั้งนี้ สำหรับรายจ่ายที่ได้เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552
                     1.4 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และโครงสร้างองค์กร
                           1.4.1 การปรับปรุงโครงสร้างหนี้
                           ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขณะนี้ ผู้ประกอบกาต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบ ไม่มากก็น้อย ซึ่งในท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ และเกิดปัญหาการฟ้องร้องตามมา ซึ่งไม่เป็นการไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผู้ค้ำประกันต่าง ๆ รวมทั้งสถาบันการเงินด้วย
                           ดังนั้น เพื่อเป็นการเร่งรัดให้เกิดกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ก่อนที่จะเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินลุกลามไปมากกว่านี้ จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (NPL) ที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 โดยมีรายละเอียดดังนี้
                                    (1) ยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่ ลูกหนี้ของสถาบันการเงินสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของสถาบันการเงิน และลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่น สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการปลดหนี้ของเจ้าหนี้อื่น
                                    (2) ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน และเจ้าหนี้อื่น สามารถจำหน่ายหนี้สูญจากการปลดหนี้ดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปกติ
                                    (3) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงิน ลูกหนี้ของเจ้าหนี้อื่นและเจ้าหนี้อื่น สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการ และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรมที่ดิน
                                    (4) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินนำมาจำนองเป็นประกันหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินต้องนำเงินได้นั้นไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินหรือมีภาระผูกพันตามสัญญาประกันหนี้กับสถาบันการเงิน
                           1.4.2 การโอนกิจการบางส่วน
                           จากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บริษัทต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องทำการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่รอดต่อไปได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการขจัดอุปสรรคทางภาษีที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร จึงเห็นควรให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการโอนกิจการบางส่วน โดยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนหรือบริษัทจำกัด สำหรับมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน และลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรมที่ดิน ทั้งนี้ บริษัทผู้โอนและผู้รับโอนต้องโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552
                2. อนุมัติหลักการ
                     2.1 ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎรกา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 5 ฉบับ
                     2.2 ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร รวม 2 ฉบับ และ
                     2.3 ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้
                รวม 8 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

ผลการหารือการยกเว้นค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามผลการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
                1. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการปิดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ตามผลการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
                     1.1 ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 3 เดือน โดยให้มีผลในทางปฏิบัติ 3 วัน หลังวันที่มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม และมอบหมายให้สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียดงบประมาณที่ต้องจ่ายชดเชยให้กรมการกงสุลและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 800 ล้านบาท และให้กระทรวงการคลังพิจารณาผ่อนผันเรื่องรายได้นำส่งรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณ
                     1.2 ยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรม โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาออกกฎกระทรวง เพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมในปี 2553
                     1.3 ลดหย่อนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปรับลดอัตราค่าประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 1.25 เท่าของเดือน สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระดี โดยคำนวณค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน
                     1.4 ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขึ้นลงของอากาศยานและที่เก็บอากาศยาน (Landing & Parking Fee) โดยให้กรมการขนส่งทางอากาศ และบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และกระทรวงการคลัง ดำเนินการ ดังนี้
                           (1) ให้กรมการขนส่งทางอากาศ (ขอ.) ลดค่าธรรมเนียม Landing & Parking Fee ของทุกท่าอากาศยานในความดูแลของ ขอ. ลงร้อยละ 50 ทั้งเที่ยวบินแบบประจำ (Scheduled Flight) และเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Chartered Flight) มีผลถึงเดือน ก.ย. 2552
                           (2) ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ลดค่าธรรมเนียม Landing & Parking Fee สำหรับเที่ยวบินแบบประจำของท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. ทุกแห่ง ร้อยละ 20 มีผลถึงเดือนกันยายน 2552 และสำหรับเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ และดอนเมือง ให้ลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวลงร้อยละ 50 มีผลถึงเดือน ตุลาคม 2553 ตามมาตรการที่ ทอท. ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขอ. และ ทอท. จะต้องดำเนินการเสนอขอความเห็นชอบตามขั้นตอนของกระทรวงและคณะกรรมการ ทอท.
                            (3) ให้กระทรวงการคลัง (สคร.) พิจารณาผ่อนปรนเป้าหมายด้านรายได้ของ ทอท. ที่ได้กำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับความสำเร็จ (KPI) ของ ทอท.
                     1.5 ลดหย่อนค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานแห่งชาติ ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลดค่าธรรมเนียมเข้าชมร้อยละ 50 สำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศและคนไทยในพื้นที่อุทยานทั่วประเทศ เป็นเวลา 3 เดือน
                2. ให้หน่วยงานที่ต้องยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และหน่วยงานที่ต้องแก้ไขหรือออกประกาศกฎกระทรวง รับไปเร่งรัดดำเนินการตามกฎระเบียบและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีทราบกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ โดยให้มีผลเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด
                3. เห็นชอบหลักการกรอบวงเงินชดเชยงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ต้องสูญเสียรายได้อันเนื่องจากการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวดังกล่าว จำนวน 1,597 ล้านบาท (กรมการกงสุล 800 ล้านบาท กรมการปกครอง 40 ล้านบาท บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด 507 ล้านบาท และกรมอุทยานฯ 250 ล้านบาท) และมอบหมายให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง พิจารณารายละเอียดของกรอบวงเงินชดเชยและการผ่อนผันเงินรายได้นำส่งรัฐ เสนอคระรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
                4. ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ติดตามความคืบหน้าและประเมินผลมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวที่มีต่อการลดราคาของแพ็คเกจทัวร์ ราคาค่าห้องพัก และผลต่อการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นประจำทุกเดือน

สรุปผลการดำเนินงานตามแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 กระทรวงคมนาคม
                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคม สรุปผลการดำเนินงานตามแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 กระทรวงคมนาคม ดังนี้
                1. การดำเนินงาน
                     1.1 กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการโดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดรับแผนอำนวยความสะดวก มั่นคง และปลอดภัยเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 ไปปฏิบัติและรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบ สรุปผลการดำเนินงานตามแผนฯ ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2551 – วันที่ 5 มกราคม 2552 รวม 7 วัน ตามแผนงานหลัก 3 แผนงานได้ ดังนี้
                           1.1.1 แผนงานการให้บริการและอำนวยความสะดวก
                                   1) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้กำหนดเป้าหมายเตรียมรถ และรถร่วมบริการวิ่งเสริมโดยใช้รถหมุนเวียน รวม 5 วัน รับ/ส่งผู้โดยสารจำนวน 1,166,850 คน/วัน ผลการดำเนินงาน พบว่าไม่มีผู้โดยสารตกค้าง มีประชาชนใช้บริการจำนวน 1,006,978 คน คิดเป็นร้อยละ 86.3 ของจำนวนผู้โดยสารประมาณการ
                                   2) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้กำหนดเป้าหมายรองรับผู้โดยสารจัดขบวนเพิ่มจากปกติ โดยจัดรถขบวนพิเศษเพิ่มขึ้น เฉลี่ยรวมรองรับได้วันละ 110,550 คน ผลการดำเนินงาน พบว่า สามารถให้บริการผู้โดยสารรวม 948,014 คน ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ประมาณการไว้ร้อยละ 22.5
                                   3) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศและเพิ่มความจุที่นั่ง เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 130,000 คน ผลการดำเนินงาน พบว่า บกท. สามารถให้บริการรวม 140,120 คน ซึ่งเกินจากเป้าหมายร้อยละ 4.16
                                   4) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดรถโดยสารบริการประชาชนไปยังสถานีขนส่งทุกแห่งและสถานที่จัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผลการดำเนินงาน พบว่า ขสมก. สามารถให้บริการผู้โดยสาร ในวันที่ 29-30 ธันวาคม 2551 และวันที่ 3-4 มกราคม 2552 รวม 1,509,004 คน
                                   5) กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.)ได้อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยประสานงานให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างหยุดงานก่อสร้างบนทางและคืนพื้นผิวการจราจร และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธร/ท้องที่ช่วยระบายการจราจร รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และ 9 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2551 ถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2552 และเปิดช่องชำระค่าผ่านทางทุกช่องทาง
                                   6) กรมทางหลวงจัดจุดให้บริการและอำนวยความสะดวกประชาชน ณ ที่ตั้งที่ทำการ สำนักบริการทางหลวงและแขวงการทางในพื้นที่ทุกแห่ง ในขณะที่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) จัดจุดให้บริการและอำนวยความสะดวก ตลอดเส้นทางทั่วประเทศรวม 75 แห่ง
                                   7) ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม (ศปภ.คค.) เป็นหน่วยงานประสานภารกิจด้านปลอดภัยจากการขนส่งและจราจร ตั้งศูนย์วิทยุประจำตลอด 24 ชั่วโมงผ่านโทรศัพท์สายด่วน 1356 โดยร่วมกับสมาชิกเครือข่ายและผู้ประสานงานข่าว ศปภ.คค. ร่วมกันรายงานข้อมูลอุบัติเหตุ การแจ้งเหตุ การรายงานสภาพการจราจรและช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ การรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ จำนวน 55 เรื่อง รับแจ้งเหตุทางวิทยุ ศปภ.คค. จำนวน 380 เรื่อง แจ้งเหตุจาก ทล. กทพ. ผ่านระบบ TRAMS จำนวน 21 เรื่อง รวม 456 เรื่อง รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ ขสมก.และ บขส. รวม 33 เรื่อง
                           1.1.2 แผนงานด้านความมั่นคง
                           ได้จัดให้เจ้าหน้าที่อยู่เวรยามและเพิ่มพนักงานรักษาความปลอดภัย รวมทั้งประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ประจำสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ท่าเทียบเรือและท่าอากาศยาน เข้มงวดในการเฝ้าระวังจากโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) เพิ่มความถี่และความเข้มงวดในการออกตรวจพื้นที่ รวมทั้งเข้มงวดการรับฝากสิ่งของสัมภาระ ซึ่งผลการดำเนินงานไม่ปรากฎว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น
                           1.1.3 แผนงานด้านความปลอดภัย
                           กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้จัดกิจกรรม "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" ช่วงเทศกาล ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพและวิทยาลัยสารพัดช่าง จำนวน 250 จุด และตั้งจุดตรวจให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ รวมประมาณ 150 จุด ตรวจความพร้อมด้านร่างกายของพนักงานขับรถ รวม 108,872 ราย ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ รวม 108,985 ราย รวมทั้งประสานกับกองบังคับการตำรวจทางหลวง กองบังคับการตำรวจจราจรในการตรวจจับความเร็ว ตรวจวัดแอลกอฮอล์และกวดขันรถกระบะบรรทุกคนท้ายกระบะที่ไม่มีหลังคาห้ามใช้ทางพิเศษ โดยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานในสังกัดได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กระทรวงมหาดไทย
                2. จากข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 367 คน และผู้บาดเจ็บจำนวน 4,107 คน ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2551 ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและเมาสุรา ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเกิดจากความบกพร่องทางด้านกายภาพของโครงข่ายถนนโดยตรง ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดจากระบบขนส่งสาธารณะ พบว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2552 เกิดอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะจำนวน 12 คัน (รถโดยสารประจำทาง (รถทะเบียน 10,11) รถโดยสารไม่จำทาง (รถทะเบียน 30,31)) มีผู้โดยสารเสียชีวิต 3 คน และได้รับบาดเจ็บ 119 คน รวมทั้งอุบัติเหตุทางน้ำ (เรือล่ม) มีผู้เสียชีวิต 5 ราย มีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเทศกาลปีใหม่ 2551 ทั้ง 2 กรณี กระทรวงคมนาคมจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับเทศกาลตรุษจีน สงกรานต์ และภาวะปกติ ดังนี้
                                   1) ให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะทางร่วมทางแยก ระหว่างถนนทางหลวงแผ่นดินต่อเนื่องกับถนนทางหลวงชนบท และถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยต่อการสัญจร ไม่ว่าจะอยู่ในยามปกติ หรือช่วงเทศกาลต่างๆ
                                   2) ให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการเข้มงวดกวดขันในการควบคุมรถโดยสารสาธารณะในเส้นทางไกลให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนพนักงานขับรถ ระยะพักของพนักงานขับรถ และการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ตรวจวัดความเร็วประจำรถ เป็นต้น
                                   3) ให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กวดขันดูแลสภาพเรือ ท่าเทียบเรือให้พร้อมต่อการใช้งาน รวมทั้งเข้มงวดให้ผู้โดยสารใส่เสื้อชูชีพขณะเดินทางบนเรือโดยสารสาธารณะให้ครอบคลุมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ แม่น้ำ ลำคลองและเขื่อนต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ

แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายพิเชฐ พัฒนโชติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
                 องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี (ที่กำกับดูแลกระทรวงการคลัง) เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงกลาโหม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมทางหลวงชนบท อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมบัญชีกลางที่อธิบดีกรมบัญชีกลางมอบหมาย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมอบหมาย และรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ) เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
                 อำนาจหน้าที่
                1.ติดตามและเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐให้สามารถเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
                2. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงข้อเท็จจริง และรายงานข้อมูล รวมทั้งจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการ
                3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม
                4. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ที่มา: สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำวันที่ 20 มกราคม 2552

ท่านสามารถเลือกอ่านหัวข้อข่าว และกิจกรรมอื่นๆ ได้จากรายการข้างล่างนี้





หน้าแรก I ราคายาและเวชภัณฑ์ l คุณภาพยาและเวชภัณฑ์ l ข่าวและกิจกรรม l สารพันปัญหา l นานาสาระ l นโยบายและระเบียบ l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราขบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2544 ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์