มติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง (11 พฤศจิกายน 2551)
                จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุข ดังนี้
       ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย พ.ศ. ....
       ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ....
       ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
       มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
       การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้
       การฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ด้านสาธารณภัย
       แผนปฏิบัติการรองรับการเดินทางของประชาชนในเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2551 กระทรวงคมนาคม
       สถานการณ์ไข้หวัดนก
       การถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
       แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)


ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย พ.ศ. ....
                คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
                1. ให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โดยอนุมัติให้ครอบคลุมถึงการให้ความช่วยเหลือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรกรณีข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย
                2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
                กระทรวงการคลังเสนอว่า เนื่องจากการให้ความช่วยเหลือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย จึงเห็นควรเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 เพื่อให้ครอบคลุมถึงพื้นที่ดังกล่าวด้วย พร้อมทั้งได้เสนอร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ
                สาระสำคัญของร่างระเบียบ มีดังนี้
                1. ขยายสิทธิการให้การช่วยเหลือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติงาน จากเดิมในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็น ในเขตพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาในพื้นที่อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย (ร่างข้อ 3)
                2. กำหนดอำนาจในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการอนุมัติการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตร ในกรณีส่วนราชการในราชการบริหารส่วนกลางให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือผู้ที่หัวหน้าส่วนราชการมอบหมาย ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน หรือตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ หรือดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 6 หรือเทียบเท่า หรือผู้ที่มียศตั้งแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือพันตำรวจโทขึ้นไป (ร่างข้อ 6)
                3. กำหนดให้ส่วนราชการผู้เบิกจัดทำคำขอเบิกเงินช่วยเหลือการศึกษาของบุตรจากเงินงบประมาณรายจ่ายงบดำเนินงาน รายการค่าตอบแทนของส่วนราชการในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) (ร่างข้อ 8)

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ....
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
                สาระสำคัญของร่างระเบียบ มีดังนี้
                1. กำหนดให้ระเบียบนี้ใช้บังคับตั้งแต่วัดถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
                2. กำหนดให้มีคำนิยามคำว่า “ยา” “คณะกรรมการ” และ “กรรมการ” (ร่างข้อ 3)
                3. กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายแห่งชาติด้านยาและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติและกำหนดราคากลางยาในการจัดซื้อของหน่วยงานของรัฐ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (ร่างข้อ 4 และร่างข้อ 8)
                4. กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และองค์ประชุม (ร่างข้อ 5 ถึงร่างข้อ 7)
                5. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ (ร่างข้อ 9)
                6. กำหนดให้ระเบียบฉบับนี้ยกเลิก เมื่อมีการกำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยาแห่งชาติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยา (ร่างข้อ 13)

ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
                คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
                กระทรวงการคลังเสนอว่า
                1. สภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญซึ่งได้รับเบี้ยหวัดบำนาญรายเดือนน้อยได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเพื่อให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญดังกล่าวสามารถดำรงชีพภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม จึงเห็นสมควรให้ความช่วยเหลือผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนน้อยทำนองเดียวกับกรณีที่รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือในการปรับเพิ่มเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีรายได้น้อย โดยปรับเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญรวมกันทุกประเภทซึ่งรวมกับ ช.ค.บ. แล้วต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มอีกในอัตราเดือนละเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงิน 6,000 บาท หักด้วยจำนวนรวมของเบี้ยหวัดหรือบำนาญทุกประเภทรวมกับ ช.ค.บ. ที่ได้รับอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเป็นหลักประกันรายได้แก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญให้มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราใกล้เคียงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในเขตท้องที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 203 บาท (6,090 บาทต่อเดือน)
                2. การปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้จะต้องใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 333 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถให้ความช่วยเหลือด้านการครองชีพแก่ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญรวมกับ ช.ค.บ. แล้วต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท ได้ประมาณ 38,760 คน

มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
                1. มาตรการเร่งรัดติดตามในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
                      1.1 กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ ได้ร่วมกันพิจารณาและเห็นสมควรกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 สำหรับรายจ่ายลงทุนกำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 74.00 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนของแต่ละส่วนราชการ ซึ่งจะผลักดันให้รายจ่ายงบประมาณในภาพรวมถึงร้อยละ 94.00 ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 1,835,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายในภาพรวม แยกเป็นรายไตรมาสดังนี้

ไตรมาสที่

เป้าหมายการเบิกจ่าย
แต่ละไตรมาส (ล้านบาท)
 

เป้าหมายการเบิกจ่ายสะสม
ณ สิ้นไตรมาส (ล้านบาท)

เป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายสะสม
ณ สิ้นไตรมาส (ร้อยละ)

1

412,875.00

412,875.00

22.50

2

431,225.00

844,100.00

46

3

440,400.00

1,284,500.00

70

4

440,400.00

1,724,900.00

94.00


                      การกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                           (1) ในช่วงระยะเวลาก่อนพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ประกาศใช้ ส่วนราชการมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปีฯ ประกาศใช้ คาดว่าส่วนราชการสามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณได้ทันที
                            (2) โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 มีสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำร้อยละ 72.8 ของวงเงินงบประมาณ (1,835,000 ล้านบาท) โดยในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ค่าดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม จำนวน 197,817.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.78 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งโดยปกติรายจ่ายประเภทดังกล่าวจะสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งจำนวนภายในปีงบประมาณ
                            (3) สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเต็มตามจำนวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ประกาศใช้บังคับแล้ว จึงทำให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ภายหลังจากวันประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ยกเว้นรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งต้องดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการก่อนหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณก่อน
                            (4) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเงินอุดหนุนโดยทั่วไปมากขึ้น
                      1.2 ให้นำอัตราการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนตามเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเป็นตัวชี้วัดในคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ
                2. แนวทางการดำเนินงานของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ
                      2.1 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548 โดยเร่งดำเนินการโอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของแผนงบประมาณ แผนงบประมาณในเชิงบูรณาการ ผลผลิตหรือโครงการ ประเภทงบรายจ่าย และรายการในงบรายจ่าย ที่ต้องดำเนินการในเขตพื้นที่จังหวัด ยกเว้นงบบุคลากรประเภทเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ไปยังสำนักเบิกส่วนภูมิภาคนั้น ๆ ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่กำหนดไว้โดยไม่ชักช้า แต่อย่างช้าไม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
                      2.2 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและก่อหนี้ผูกพันให้ได้ร้อยละ 70 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2552
                      2.3 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจปรับแผนการใช้จ่ายเงินให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินจริง รวมทั้งให้ปรับข้อมูลในระบบ GFMIS ด้วย
                      2.4 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณ
                      2.5 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจและจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานในการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เพื่อทำหน้าที่ในการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ตลอดจนติดตามปัญหาอุปสรรคในการเบิกจ่ายเงินและดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
                      2.6 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจรายงานสถานการณ์เบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนทุกสิ้นเดือน ภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ส่งให้กรมบัญชีกลางผ่านทาง Web Site : www.cgd.go.th
                      2.7 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้คลังจังหวัดดำเนินการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินของส่วนราชการในจังหวัดเพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมาย
                3. แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานกลาง
                      3.1 กระทรวงการคลังจะมอบหมายให้กรมบัญชีกลางรายงานผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 และปัญหาอุปสรรค รวมทั้งมาตรการที่ควรดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบ
                      สำหรับรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ติดตามผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานในสังกัดผ่านทางระบบ GFMIS และเร่งรัดให้หน่วยงานในสังกัดปฏิบัติตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินอย่างเคร่งครัด
                      3.2 ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรายงานผลการติดตามการดำเนินงานและปัญหา อุปสรรค ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีและกรมบัญชีกลางทราบ
                กระทรวงการคลังจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว

การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้
                คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นการปรับเพิ่มจากแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรี (11 กันยายน 2550) จากเดิมอัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน เพิ่มเป็นอัตรา 2,500 บาท/คน/เดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 และให้ส่วนราชการพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับไปเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นลำดับแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2550 ข้อ 11 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
                สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานว่า
                1. คณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ก.บ.จ.ต.) ในการประชุมครั้งที่ 2/2551 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ได้มีมติให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดให้จ่ายเงินค่าตอบแทนรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2550 ข้อ 11 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ดังนี้
                      1.1 ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนจะต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในความหมายของ “เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงาน” ตามระเบียบฯ ข้อ 5 ซึ่งได้แก่ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย โดยให้ถือตามฐานข้อมูลจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
                      1.2 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงานประจำหรือลักษณประจำในสำนักงานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามข้อ 1.1 ซึ่งได้รับการประกาศเป็นสำนักงานในพื้นที่พิเศษตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (สปพ.) อยู่แล้วในอัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2550 ข้อ 11 เพิ่มขึ้นอีก ในอัตรา 1,500 บาท/คน/เดือน โดยเบิกจ่ายจากงบดำเนินงานของส่วนราชการ หรือตามที่ สงป. กำหนด
                      1.3 บุคลากรประเภทอื่น ๆ ที่ไม่มีสิทธิได้รับเงิน สปพ. ตามข้อ 1.2 ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ในอัตรา 2,500 บาท/คน/เดือน กรณีปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่เต็มเดือน ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 15 วันขึ้นไป ให้มีสิทธิรับเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ในอัตรา 2,500 บาท/คน/เดือน และหากปฏิบัติงานในพื้นที่น้อยกว่า 15 วัน ให้คำนวณเงินเฉลี่ยตามสัดส่วนจำนวนวันที่ผู้นั้นไปปฏิบัติงาน โดยให้ส่วนราชการขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเบิกจ่ายจากงบประมาณของส่วนราชการหรือตามที่ สงป. กำหนด ทั้งนี้ บุคลากรประเภทอื่น ๆ ดังกล่าว ได้แก่
                           1.3.1 ข้าราชการและลูกจ้างประจำหรือลักษณะประจำในสำนักงานที่ไม่ได้รับการประกาศให้เป็นสำนักงานในพื้นที่พิเศษ
                           1.3.2 พนักงานราชการ
                           1.3.3 ทหารกองประจำการ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อาสาสมัครทหารพราน
                           1.3.4 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล
                      1.4 พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานองค์กรมหาชน พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นอำนาจของหน่วยงานต้นสังกัดที่จะพิจารณาดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนได้ตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน โดยให้เบิกจ่ายจากเงินงบประมาณของหน่วยงานเอง
                      1.5 บุคลากรที่ได้รับเงินค่าจ้างจากเงินงบประมาณ หากส่วนราชการต้นสังกัดประสงค์จะจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้เบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานโดยต้องเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยเงินนอกงบประมาณของส่วนราชการนั้น ๆ
                      1.6 การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนตามข้อ 1.1 -1.5 ให้จ่ายตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป
                2. ศอ.บต. ได้จัดทำฐานข้อมูลจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2551 ของ ศอ.บต. เป็นตารางแสดงงบประมาณเพิ่มเงินค่าตอบแทนพิเศษ (ชุดที่ 1) กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และอาสาสมัครทหารพราน รวมทั้งสิ้น 119,655 คน หากกำหนดให้ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนในอัตรา 2,500 บาท/คน/เดือน จะใช้เงินงบประมาณรวม 3,589,650,000 บาทต่อปี เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
                3. นายชูศักดิ์ ศิรินิล ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบให้นำข้อเสนอของ ก.บ.จ.ต. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนตามที่ ก.บ.จ.ต. กำหนด

การฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ด้านสาธารณภัย
                คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ด้านสาธารณภัย ประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2551 โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายสหัส บัณฑิตกุล) ในขณะนั้น ได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่การฝึก ในวันที่

26 สิงหาคม 2551 ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง และเป็นประธานรับชมการสาธิตการฝึกซ้อม และมอบนโยบายผ่านระบบการสื่อสารทางไกลผ่านดาวเทียม ในวันที่ 27 สิงหาคม 2551 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยพิบัติต่าง ๆ ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
                1. ให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญและจัดการกับสาธารณภัยที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ระดับชุมชน จังหวัด และระดับประเทศ ด้วยการจัดระบบการบริหารจัดการสาธารณภัยที่ต้องมีการประสานความร่วมมือระหว่างกันและเข้าใจแนวทางและแผนปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมอบให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกองทัพไทย ได้ประสานแนวทางนี้ต่อไปด้วย
                2. ให้ทุกหน่วยงานได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสำรวจจัดทำบัญชีรายละเอียดของทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยไว้ตั้งแต่ในยามปกติ และที่สำคัญให้มีการประสานการนำทรัพยากรของแต่ละหน่วยที่ได้มีการจัดหาไว้แล้วเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและความพร้อมของชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตในแต่ละประเภทภัย โดยมอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นศูนย์กลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
                3. การเตรียมความพร้อมในระดับกรม ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ให้กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเผชิญกับภัยที่นับวันจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและให้ทุกจังหวัดได้กำหนดเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาจังหวัด รวมทั้งให้มีการจัดทำแผนเชิงรุกที่เน้นการป้องกันก่อนเกิดเหตุ และจัดการฝึกซ้อมภายในหน่วยงานในจังหวัดและระหว่างจังหวัด เพื่อทดสอบแผนงานและคู่มือปฏิบัติการให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน
                4. กองทัพไทย เป็นหน่วยที่มีความพร้อมด้านกำลังพลและเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะหากมีระบบสั่งการควบคุมบังคับบัญชาที่ดี ดังนั้น ให้กองทัพไทยได้พัฒนาศูนย์บัญชาการทางทหาร เพื่อใช้ในการควบคุม สั่งการ อำนวยการปฏิบัติ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตในรูปแบบต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น สำหรับสาธารณภัยทางทะเลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมอบให้หน่วยงานในศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ได้จัดเตรียมแผนและทำการฝึกซ้อมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
                5. การติดต่อสื่อสารทั้งภาพและเสียงให้สามารถใช้งานได้ขณะเกิดวิกฤตการณ์ในพื้นที่ที่ประสบภัย การประสานกับส่วนกลางมีความสำคัญ โดยเฉพาะเครื่องมือสื่อสารของผู้บริหารประเทศและหัวหน้าหน่วยงานที่ต้องสามารถติดต่อถึงกันได้ทุกเวลา ดังนั้น ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้พัฒนาและทำการบูรณาการระบบการสื่อสารของประเทศที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้งานอยู่ ให้สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ รวมทั้งดำเนินการวางระบบการจัดให้มีเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อความช่วยเหบือจากประชาชนที่แจ้งเหตุไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนั้นได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว
                6. ด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อทำการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยจำนวนมากเมื่อเกิดสาธารณภัยขนาดใหญ่ ให้กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุขรวมทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ ของรัฐและเอกชน นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งภัยจากสาธารณภัยและภัยด้านความมั่นคงในทุกด้าน

แผนปฏิบัติการรองรับการเดินทางของประชาชนในเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2551 กระทรวงคมนาคม
                คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนปฏิบัติการรองรับการเดินทางของประชาชนในเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2551 ตามที่ กระทรวงคมนาคม เสนอ สรุปสาระสำคัญดังนี้
                1. เป้าหมายของแผนปฏิบัติการฯ
                      1.1 เพื่อจัดให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ รวมถึงการจัดเตรียมมาตรการรองรับเพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาโดยทันทีและเร่งด่วนกรณีเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ
                      1.2 ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางน้ำ และความสูญเสียจากประชาชนที่ร่วมประเพณีลอยกระทง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเรือโดยสารและท่าเรือในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม
                      1.3 กำหนดแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการปล่อยโคม เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายร้ายแรงอันอาจจะกระทบต่อการบินและอากาศยาน และยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไว้
                      1.4 ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเขตพื้นที่ และความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด
                      1.5 ไม่มีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม
                2. แผนปฏิบัติการฯ 3 แผนงานหลัก
                      2.1 แผนงานการให้บริการและอำนวยความสะดวก
                       เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะและการจัดบริการตามแนวเส้นทางในความรับผิดชอบ ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการรองรับเรียบร้อยแล้ว ดังนี้
                      - กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเทียบเรือต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาลอยกระทง
                      - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เพิ่มเที่ยววิ่งรถโดยสารประจำทางและขยายเวลาการเดินรถที่มีเส้นทางผ่านสถานที่จัดงานลอยกระทงให้บริการตลอดทั้งคืนวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2551 โดยจัดรถออกวิ่งทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ
                      - บริษัท ขนส่ง จำกัด จัดเพิ่มจำนวนรถโดยสารและเพิ่มเที่ยววิ่งเส้นทางกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ กรุงเทพฯ - สุโขทัย และกรุงเทพฯ - ตาก จากปกติ พร้อมจัดเตรียมรถโดยสารไม่ประจำทางรองรับกรณีรถโดยสารประจำทางไม่เพียงพอ และให้บริการเดินรถของรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ -บางปะอิน-บางไทร และกรุงเทพฯ-บางปะอิน-พระนครศรีอยุธยา วิ่งผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
                      - การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ประจำตามสถานีรถไฟฟ้าที่มีประชาชนหนาแน่น
                      - บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการให้บริการข้อมูลเพิ่มเติม
                      - สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร โดยศูนย์ปลอดภัยคมนาคมทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานอำนวยความสะดวก บรรเทา และแก้ไขปัญหาการเดินทางให้แก่ประชาชนผ่านโทรศัพท์สายด่วน 1356
                      2.2 แผนงานด้านความมั่นคง
                      การจัดให้บริการด้านการคมนาคมขนส่งของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จะถูกมองเป็นเป้าหมายของการถูกก่อกวนและถูกทำลาย เพื่อลดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ และเมื่อเกิดเหตุการณ์และสถานการณ์ฉุกเฉินมักจะเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ดังนั้น หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมที่รับผิดชอบจึงจำเป็นต้องเข้มงวดและวางระบบการป้องกันพื้นที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ดังนี้
                      - กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จัดเจ้าหน้าที่สังเกตสิ่งผิดปกติ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
                      - กรมทางหลวงชนบท จัดเจ้าหน้าที่ประจำบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ค้นหาวัตถุต้องสงสัย และบุคคลต้องสงสัย นอกจากนี้ มีการเฝ้าระวังผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม และถนนวงแหวนจังหวัดเชียงใหม่
                      - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กำชับให้พนักงานเก็บค่าโดยสารคอยสังเกตบุคคลและสิ่งของ หากพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
                      - การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดวางอัตรากำลังพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี พร้อมจัดสุนัขตรวจค้นพัสดุภัณฑ์ระเบิด รฟม.
                      - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราด้านบนสะพานและฐานตอม่อของสะพานพระราม 9 และสะพานกาญจนภิเษก รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการออกตรวจพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และค้นหาวัตถุต้องสงสัย ทั้งนี้ สะพานพระราม 9 มีการเฝ้าระวังผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิดด้วย
                      - สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จัดสมาชิกเครือข่ายศูนย์ปลอดภัยคมนาคม ประจำท่าเรือ หรือสถานที่จัดงานลอยกระทงต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อสังเกต เฝ้าระวัง สิ่งผิดปกติ รวมทั้งรายงานเหตุการณ์ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมทราบ
                      2.3 แผนงานด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่อันอาจจะเกิดขึ้นกันอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลลอยกระทง โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนใน 3 ด้าน ประกอบด้วย
                           1) ทางบก (ถนนและระบบราง) ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ ใน 5 มาตรการหลัก
                                 มาตรการผู้ขับขี่ / ผู้โดยสารปลอดภัย
                                 มาตรการยานพาหนะปลอดภัย
                                 มาตรการถนน / ทางปลอดภัย
                                 มาตรการทางกฎหมาย
                                 มาตรการด้านการให้ความรู้และการประชาสัมพันธ์
                                โดยหน่วยงานต่าง ได้เตรียมการรองรับไว้ ดังนี้
                                    - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ดำเนินมาตรการให้นายท่าปล่อยรถตรวจสอบเวลาการเดินทางแต่ละเที่ยวและกำชับพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามมาตรการการรณรงค์ลดการเกิดอุบัติเหตุ ให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการขับแข่งแซงกัน เนื่องจากอาจจะมีประชาชนเดินริมถนน โดยไม่ให้ใช้ความเร็วเกินจากที่กำหนด เปิด-ปิดประตูตามวิธีการที่กำหนดในขณะนำรถเข้า-ออกจากป้าย ให้พนักงานขับรถรับใบเที่ยวจากนายท่าปล่อยรถ เพื่อป้องกันการดื่มสุราหรือมีอาการมึนเมาขึ้นปฏิบัติหน้าที่ ให้นายท่าปล่อยรถตรวจสอบเวลารถเข้าท่าต้นทางและปลายทาง เพื่อตรวจเช็คในเรื่องการขับแซงกัน สำหรับตัวรถโดยสารประจำทางได้จัดรถเข้าซ่อมบำรุงตามแผนการซ่อมประจำเดือน พร้อมทั้งตรวจรับการซ่อมตามขั้นตอนรับรถ ให้พนักงานขับรถตรวจสภาพความพร้อมของรถรวมทั้งอุปกรณ์และส่วนควบก่อนรับรถออกวิ่งให้บริการ กรณีพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งผู้รับเหมาซ่อมหรือผู้เกี่ยวข้องทันที
                                    - บริษัท ขนส่ง จำกัด กำหนดให้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์และหาสารเสพติดก่อนพนักงานขับรถปฏิบัติหน้าที่ สำหรับตัวรถโดยสารได้ให้ศูนย์ตรวจสภาพรถของบริษัท ขนส่ง จำกัด ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อมของรถ รวมทั้งอุปกรณ์และส่วนควบก่อนนำรถออกวิ่งให้บริการ
                                    - การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดวางกำลังพนักงานกู้ภัยเพื่อเสริมกำลังพนักงานรักษาความปลอดภัยในภาวะเหตุการณ์ปกติ และกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติพนักงานกู้ภัยสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่กู้ภัยในเขตระบบรถไฟฟ้าได้ โดยมีการเตรียมรถกู้ภัยไว้ที่สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งง่ายต่อการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่กู้ภัย
                                    - กรมทางหลวง จัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามแนวเส้นทางในความรับผิดชอบ จำนวน 1,200 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จำนวน 2,000 คน
                                    - กรมทางหลวงชนบท จัดเจ้าหน้าที่ประจำบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท เพื่อดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชน และเข้มงวดการจุดประทัด/ ดอกไม้เพลิงบนสะพาน รวมทั้งสอดส่องดูแลป้องกันการโยนสิ่งของลงสู่ตัวเรือที่แล่นผ่านใต้สะพาน
                                    - การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จัดเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ประจำบนสะพานพระราม 9 และสะพานกาญจนาภิเษก เพื่อดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชน และเข้มงวดการจุดประทัด/ ดอกไม้เพลิงบนสะพาน รวมทั้งสอดส่องดูแลป้องกันการโยนสิ่งของลงสู่ตัวเรือที่แล่นผ่านใต้สะพาน
                           2) ทางน้ำ
                                - กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของท่าเรือของทางราชการและเอกชน รวมถึงตรวจความพร้อมและความเหมาะสมในการใช้งานของเรือ ออกประกาศมาตรการเพื่อความปลอดภัยในเทศกาลวันลอยกระทงประจำปี 2551 พร้อมทั้งกำชับให้เจ้าของท่าเรือ ทุกท่าต้องจำกัดจำนวนประชาชน โดยห้ามและมิให้ประชาชนลงไปบนท่าเรือมากเกินจำนวนที่ท่าเรือจะรับได้โดยปลอดภัย อันอาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ และให้ผู้ควบคุมเรือทุกลำห้ามผู้โดยสารจุดดอกไม้เพลิงในเรือ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเรืออื่นและประชาชนทั่วไปได้ ประกาศกำหนดเขตควบคุมการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและเทศกาลลอยกระทงประจำปี 2551 เพื่อจัดระเบียบการจราจรทางน้ำ โดยกำหนดเขตควบคุมการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้เดินเรือช้าและเบาสมควรแก่การเดินเรือ และให้ระมัดระวังอย่าให้เรือเบียดแซงหรือสวนกันกับเรืออื่นในระยะใกล้
                                - การท่าเรือแห่งประเทศไทย ดำเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรมในเทศกาลลอยกระทง
                           3) ทางอากาศ
                                - บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในช่วงเทศกาลลอยกระทง
                                - กรมการขนส่งทางอากาศ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ดำเนินการเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายร้ายแรงต่อการบินและอากาศยาน และให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ดังนี้
                                    1) ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนที่มีพิธีการปล่อยโคมลอยในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก ต้องแจ้งและจัดเจ้าหน้าที่ประสานงานหน่วยงานปกครอง หน่วยงานท้องถิ่น ท่าอากาศยาน และศูนย์ควบคุมการบินพื้นที่ทราบ พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดของจำนวนโคม ห้วงเวลาการปล่อย และจุดที่ทำการปล่อยที่ชัดเจน
                                    2) กำหนดรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับโคมลอยที่ใช้ปล่อย ต้องใช้วัสดุที่ผลิตและเชื้อเพลิงจากธรรมชาติ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ไม่เกิน 90 เซนติเมตร ความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร ใช้กระดาษว่าวชนิดบาง หากต้องใช้ลวดโลหะสำหรับผูกติดไส้เชื้อเพลิง ให้ใช้ลวดอ่อน ความยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตรต่อเส้น เชื้อเพลิงต้องไหม้สลายหมดสิ้นขณะลอยอยู่ในอากาศ ภายในไม่เกิน 5 นาที (ขนาดของไส้เชื้อเพลิงต้องเหมาะสมกับขนาดของโคม) ห้ามไม่ให้พ่วงหรือผูกติด พลุ ดอกไม้ไฟ หรือสิ่งอื่นใดไปกับโคมขณะปล่อย
                                    3) กำหนดโซนนิ่งเป็นพื้นที่ละเว้นการปล่อยโคม จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงช่วงเทศกาล ตามแนวเส้นทางขึ้นลงของเครื่องบิน
                ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้มีการประชาสัมพันธ์การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า โดยได้ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการประสานงานกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ด้วยแล้ว

สถานการณ์ไข้หวัดนก
                คณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์ไข้หวัดนก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอว่า เห็นควรให้มีการประชาสัมพันธ์ให้เประชาชน ได้ทราบและอย่าตระหนกในการระบาดของโรคในครั้งนี้ เนื่องจากการระบาดที่พบเป็นสัตว์ปีกของเกษตรกรเพียงครัวเรือนเดียวและในช่วงระยะเวลานี้เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ปีกควรหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายไปต่างพื้นที่ และหากพบว่าสัตว์ปีกมีอาการป่วยตายขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดนกอย่างเต็มประสิทธิภาพและประชาชนสามารถที่จะบริโภคเนื้อไก่และไข่ได้โดยการปรุงสุก
                ส่วนปัญหาที่จะกระทบต่อการส่งออกไก่ของไทยนั้น คงจะกระทบต่อการส่งออกไก่สดเท่านั้น ซึ่งมีประมาณการส่งออกไม่มากนักไม่ถึง 20,000 ตัน ส่วนเนื้อไก่แปรรูปสุกประเทศคู่ค้ายอมรับมาตรฐานและคุณภาพของไก่ไทยคาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออก ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามหาตลาดใหม่ทั้ง EU และอัฟริกา ในปี 2550 และปี 2551 สามารถเปิดตลาดฮาลาลในประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และซาอุดิอารเบียได้แล้ว ตามลำดับ
                สำหรับการส่งออกไข่ไก่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งไปตลาดฮ่องกง ซึ่งขณะนี้นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปัญหาปนเปื้อนเมลามีนของจีน
                อนึ่ง หน่วยงานเกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถดำเนินการให้ความร่วมมือสอดส่องดูแลเพื่อเตรียมพร้อมและให้ความรู้แก่ประชาชนได้

การถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
                คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอการถวายพระสมัญญาแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า “พระกัลยาณมิตราจารย์” หมายถึง “พระอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ประเสริฐ” เพื่อเป็นการสำนึกในพระกรุณาธิคุณด้านการศึกษาที่มีต่อวงการศึกษาของประเทศและของปวงชนชาวไทยอันหาที่สุดมิได้ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการดำเนินการกำหนดพระสมัญญาถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการใช้ภาษาไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
                คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 4 ราย ดังนี้
                1. นางชวนพิศ สุทธินนท์ นายแพทย์ 9 วช. ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
                2. นายประเสริฐ ธนกิจจารุ นายแพทย์ 9 วช. ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
                3. นายสมจิตร ศรีศุภร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นายแพทย์ 9) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม สำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช. (ด้านกำลังคนสาธารณสุข) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์และให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
                4. นายอำนวย กาจีนะ นายแพทย์ 9 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
ที่มา: สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551

ท่านสามารถเลือกอ่านหัวข้อข่าว และกิจกรรมอื่นๆ ได้จากรายการข้างล่างนี้





หน้าแรก I ราคายาและเวชภัณฑ์ l คุณภาพยาและเวชภัณฑ์ l ข่าวและกิจกรรม l สารพันปัญหา l นานาสาระ l นโยบายและระเบียบ l เกี่ยวกับเรา l ติดต่อเรา

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราขบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2544 ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์